Error
  • JLIB_CACHE_ERROR_CACHE_STORAGE_LOAD
  • JLIB_CACHE_ERROR_CACHE_STORAGE_LOAD
  • JLIB_CACHE_ERROR_CACHE_STORAGE_LOAD
  • Unable to load Cache Storage: file
  • Unable to load Cache Storage: file
  • Unable to load Cache Storage: file

News

Share

 

ระบบชลประทานกับแนวโน้มการปลูก“ข้าว” ในประเทศเวียดนาม

เวียดนามประกาศชัด พื้นที่นาข้าว 23.75 ล้านไร่ ห้ามเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น

         เวียดนามมีเนื้อที่ของประเทศทั้งหมดประมาณ 206 ล้านไร่ (ไทยมีเนื้อที่ทำการเกษตร 134.5 ล้านไร่ เป็นเนื้อที่การเกษตรประมาณ 30% หรือ 61 ล้านไร่ (ไทยมีเนื้อที่ทำการเกษตร 134.5 ล้านไร่) โดยแยกเป็นปลูกพืชล้มลุก ประมาณ 39 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว 23.75 ล้านไร่ และปลูกไม้ยืนต้น ประมาณ 19 ล้านไร่

          แนวโน้มการทำการเกษตรของเวียดนามคล้ายกับประเทศอื่นๆ นั้นคือ ในระยะแรกมีอัตราการขยายพื้นที่สูง ต่อมาค่อนข้างคงที่เนื่องจากพื้นที่ทำการเกษตรมีจำกัด รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร ได้ออกประกาศเป็นมติรัฐบาลว่า “พื้นที่ปลูกข้าว 23.75 ล้านไร่ ไม่ให้เปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นหรือทำกิจกรรมอื่น หากจะเปลี่ยนแปลง รัฐบาลท้องถิ่น ต้องแจ้งให้รัฐบาลกลางทราบ” ซึ่งความมีเสถียรภาพนี้ทำให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ ทั้งยังบริหารด้านการตลาดข้าวได้ดีด้วย แต่สำหรับประเทศไทยไม่สามารถทำได้อย่างนี้เพราะเกษตรกรไทยมีอิสระในการตัดสินใจ ใครใคร่ปลูกอะไร ทำตามใจชอบ ถ้าข้าวราคาดีก็แห่ปลูกข้าวแม้ในพื้นที่ไม่เหมาะสมก็ตาม

จุดเด่น ทำไมเวียดนามพัฒนาข้าวรุดหน้าเร็ว

         นาข้าวในเวียดนามมีระบบชลประทานถึงกว่า 80% เวียดนามมีพื้นที่นา 23.75 ล้านไร่ มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 47 ล้านไร่ นั่นแสดงว่า มีบางพื้นที่ปลูกข้าวได้มากกว่าปีละ 1 ครั้ง เมื่อสำรวจข้อมูลเชิงลึกพบว่า พื้นที่ทำนาอยู่ในเขตชลประทาน 18.75 ล้านไร่ คิดเป็นประมาณ 80% ของพื้นที่ทำนาทั้งหมด โดยแยกเป็นพื้นที่ที่ปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง 16.25 ล้านไร่ คิดเป็นเนื้อที่ปลูกข้าว 32.5 ล้านไร่ และปลูกข้าวได้ 3 ครั้ง 2.5 ล้านไร่ คิดเป็นเนื้อที่ปลูกข้าว 7.5 ล้านไร่  ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน 5 ล้านไร่ ปลูกข้าวได้เพียง 1 ครั้งต่อปี แยกเป็นนาดอน 2.5 ล้านไร่ นาข้าวขึ้นน้ำ 1.25 ล้านไร่ และนาน้ำฝน 1.25 ล้านไร่

มุ่งผลิตข้าวคุณภาพ GAP ในปีการผลิตข้าว 2556/2557 เวียดนามเริ่มผลิตข้าวคุณภาพเข้าสู่ระบบเกษตรดีที่เหมาะสมหรือ GAP ประมาณ 80,000 ไร่ ในเขตเวียดนามใต้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวเพื่อการส่งออกสำหรับประเทศไทยแม้มีการทำระบบ GAP มาก่อนแต่ต้องยอมรับว่ามีปัญหามากมาย

          ความมีเสถียรของสต็อกข้าว เวียดนามมีระบบบริหารจัดการสต็อกข้าวหรือบัญชีสมดุลข้าวดี โดยข้อมูลจาก ASEAN Food Security Information System (AFSIS) Project พบว่าในปี พ.ศ. 2551 - 2555 มีสต็อกข้าวปลายปี 3.8 - 5.7 ล้านตัน  

          งานวิจัยและพัฒนาข้าว ศูนย์รวมอยู่ที่ CLRRI แห่งเดียวเท่านั้น  แม้ว่าจะมีศูนย์วิจัยอีกแห่งหนึ่งในภาคเหนือ แต่ก็มีงานวิจัยน้อยกว่า CLRRI ที่อยู่ทางใต้เพราะเป็นแหล่งปลูกข้าวเพื่อส่งออกของเวียดนาม        มี นักวิจัยจำนวน 306 คน สามารถวิจัยได้ครบถ้วนทุกสาขา โดยนโยบายเปิดประเทศได้มีโครงการความร่วมมือด้านวิจัยและส่งเสริมด้านข้าวกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศค่อนข้างมาก ทั้งในฐานะผู้ให้ (Donors) และฐานะผู้รับ (Recipient)

          การพัฒนาพันธุ์ข้าว เวียดนามมีความชัดเจนเรื่องการรับรองพันธุ์ข้าว โดยมีการรับรองประมาณ 200 กว่าพันธุ์ สำหรับประเทศไทย ณ วันนี้มีการรับรองพันธุ์ข้าวน้อยกว่าเวียดนามหรือรับรองพันธุ์ข้าวเพียง 124 พันธุ์ แต่สมาคนผู้ส่งออกข้าวไทย บอกว่าไม่รู้จะนำข้าวพันธุ์ไหนทำตลาดดี แต่จริงๆ แล้วการรับรองพันธุ์หมายถึงการรับรองว่าข้าวพันธุ์นั้นมีคุณภาพดี เหมาะสำหรับการปลูกเขตไหน ฤดูกาลใด

          พันธุ์ข้าวที่ปลูกมากในเวียดนาม ได้แก่ พันธุ์ jasmine 85 1 ล้านตัน (ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิปีละ 2.3 ล้านตัน จากพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ 23 ล้านไร่) พันธุ์ OM1490 , OMCS2000 , VND95 - 20 และ IR64กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบท (MARD) พยายามจำกัดให้ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์ IR50404 และ OM576 ซึ่งส่วนมากจะเป็นข้าวชนิด 25% ให้เหลือสัดส่วน 15% (ปัจจุบันมีการปลูกประมาณ 18.2% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด) และพยายามสนับสนุนให้ปลูกข้าวที่มีผลผลิตสูงและมีคุณภาพดีให้มีสัดส่วน 60 - 70% ข้าวคุณภาพดีชนิด 5% และข้าวหอมในสัดส่วน 15 - 20 %

          งานผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว งานผลิตเมล็ดพันธุ์หลัก (Foun - dation Seed) จะดำเนินการโดยสถาบันวิจัยข้าว Cuu Long (Cuu Long Delta Rice Research Institute : CLRRI) ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ ส่วนงานผลิตเมล็ดพันธุ์ขยาย (Multiplied Seed/ Registered Seed) และพันธุ์รับรองหรือพันธุ์จำหน่าย (Certified Seed/ Commercial Seed) จะผลิตโดยบริษัทที่รัฐมีหุ้นส่วน เช่น AGPPS หรือบริษัทอันยาง ที่รัฐบาลร่วมทุนกับญี่ปุ่นและสิงคโปร์ โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่า การปลูกที่ยั่งยืนมาจากชาวนา วันนี้เพื่อการพัฒนาของวันหน้า เน้นให้เกษตรกรชาวนาเป็นศูนย์กลาง มียุทธศาสตร์การดำเนินงานครบถ้วน เช่น เมล็ดพันธุ์ กระบวนการผลิต ปุ๋ย การส่งเสริมหรือการให้บริการชาวนา เรียกได้ว่าบริษัท ทำทุกอย่างตั้งแต่ ต้นน้ำ ยันปลายน้ำ ตั้งแต่การวิจัย การพัฒนาพันธุ์ การรับรองมาตรฐาน กระบวนการผลิต แปรรูป และการค้าขายข้าวและผลิตภัณฑ์

          งานส่งเสริมการผลิตข้าว ในปี พ.ศ. 2550 - 2551 ข้าวเวียดนามเสียหายจากการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลกว่า 3 ล้านไร่ รัฐบาลมีนโยบาย 3R3G หรือ 3 ลด 3 เพิ่ม คือ 1. ลดอัตราเมล็ดพันธุ์จาก 40 กก. ต่อไร เป็น 12 -14 กก. ต่อไร 2. ลดการใช้ปุ๋ยเคมีโดยเฉพาะไนโตรเจนลง จากที่เคยใช้ปุ๋ยไนโตรเจน 20 -30 กก. ต่อเฮกแตร์ เป็น 14 - 16 กก. ต่อเฮกเตอร์ 3. ลดการใช้สารเคมีที่ฟุ่มเฟื่อยลงโดยไม่ให้พ่นสารเคมีในข้าวที่อายุ 1 เดือน ทำให้ชาวนาได้ 3 เพิ่ม คือผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น ได้กำไรเพิ่มขึ้น และการบริหารจัดการที่เหมาะสม ทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2553 รัฐได้เปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ One must 5R3G โดยเน้นการผลิตใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ผ่านการรับรองแล้วเท่านั้นและเพิ่มการจัดการอีก 2 ลด คือ 4. ลดการสูญเสียในช่วงเก็บเกี่ยวลด้วยการใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ 5. ลดการใช้น้ำลง ด้วยการใช้วิธีสลับเปียก - แห้ง ทำให้ต้นข้าวแข็งแรง ระบบนิเวศน์ในนาสมดุลไม่เหมาะกับการอาศัยของแมลงศัตรูข้าว อีกทั้งลดการปลดปล่อยแก๊สมีเทนซึ่งเป็นสาเหตุของโลกร้อนลงทั้งนี้ต้องเริ่มจากการปรับพื้นที่นาให้เรียบสม่ำเสมอ นับได้ว่าเวียดนามในวันนี้ได้มองไปไกลถึงการอนุรักษ์และรักษาสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงวิธีการปลูกข้าวที่โลกยอมรับมากขึ้น

เวียดนามมีนักส่งเสริมการเกษตรที่เป็นเสมือนเกษตรกร ที่ต้องกิน อยู่ และทำงานร่วมกัน โดย 1 คนดูแลพื้นที่ 500 ไร่ ทำให้ชาวนาเวียดนามสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่สมบูรณ์ได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ ในขณะเดียวกันชาวนาเวียดนามมีระเบียบวินัยและขยันอย่างมากตามวิสัยของชาติที่ผ่านความยากลำบากในภาวะสงครามมายาวนาน

          เปลี่ยนวิกฤตเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสู่การปลูกข้าวพร้อมกัน หลังจากเวียดนามประสบปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทำให้ปีต่อมาปลูกข้าวพร้อมกัน ทำให้การใช้ปัจจัยการผลิตฟุ่มเฟื่อย และการบริหารจัดการคุณภาพทำได้ไม่ดี ซึ่งเวียดนามใช้วิธีการปลูกพร้อมกันเพื่อหลีกเลี่ยงแมลงศัตรู เป็นต้น         

          ชาวนาเวียดนามมีกำไร 30% งานการตลาดข้าวในประเทศ รัฐบาลเวียดนามไม่มีนโยบายประกันรายได้หรือรับจำนำข้าว แต่มีนโยบายชัดเจนว่าชาวนาต้องมีกำไร 30% ซึ่งรัฐบาลมีตัวเลขชัดเจนว่าแต่ละพื้นที่มีต้นทุนการผลิตเท่าไหร่  หากราคาข้าวตกต่ำรัฐจะช่วยเหลือทางอ้อม เช่น ให้สินเชื่อกับบริษัท โรงสี เพื่อลดต้นทุนการจัดการของบริษัทให้สามารถรับซื้อข้าวในราคาที่สูงขึ้นได้เพื่อให้ชาวนามีกำไรไม่ต่ำกว่า 30%  ด้วยเหตุนี้ทำให้เวียดนามส่งออกข้าวในราคาที่ต่ำกว่าข้าวไทยได้

******************************

 24 พ.ค. 2558

 

 

FaLang translation system by Faboba'; $findme = 'FaLang translation system by Faboba'; $pos = strpos($mystring, $findme); if ($pos === false) { echo "The string '$findme' was not found in the string '$mystring'"; } else { echo "The string '$findme' was found in the string '$mystring'"; echo " and exists at position $pos"; }*/ ?>